NFT คืออะไร? มีความน่าสนใจแค่ไหน?!

112 Shares

NFT ย่อมาจาก Non-Fungible Token เป็นทรัพย์สินดิจิตอลที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกและไม่มีการทำซ้ำหรือคัคลอก โดย NFT จะมาในรูปแบบอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็น งานศิลปะ ภาพถ่าย meme เพลง วิดีโอ การ์ดเกม กีฬาและไอเทมในเกมก็เป็น NFT ได้เหมือนกันสิ่งที่NFTเหมือนกับCryptocurrencyนั้นก็คือทั้ง2ทำงานอยู่บนสินทรัพย์ดิจิตอลหรือเรียกว่าบล็อกเชน แต่สินที่NFTนั้นแตกต่างคือเป็นทรัพย์ที่ทดแทนไม่ได้ ดังชื่อเต็ม Non-Fungible Token ดังนั้นถ้าหากมีคนมาซื้อภาพเราโดยที่ภาพเราขายด้วยETH คนที่จะซื้อจะต้องใช้ETHไม่สามารถนำเหรียญอื่นๆมาทดแทนได้ เหมือนเงินจริง แต่Cryptocurrencyสามารถแลกเปลี่ยนโทเค็นได้อิสระโดยที่ราคาของมันยังคงเท่าเดิม

จุดเด่นของNFT

จุดเด่นหลักๆเลยคือเจ้าตัว NFT เป็นเหมือนกับตลาดขนาดใหญ่มากๆที่ให้นักลงทุนนำคริปโตมาลงทุนเพื่อซื้อทรัพย์ดิจิตอลต่างๆ อาจจะเป็นที่ดินในเกมๆหนึ่งหรือจะซื้อ ประมูลผลงานศิลปะ ล้วนทั้งหมดเป็นทรัพย์ดิจิตอลที่ไม่สามารถจับต้องได้ แล้วเราจะไว้ใจได้ไงว่าเราลงทุนไปกับอะไร? คำตอบคือหลักการของบนบล็อกเซนนั้นสามารถตรวจสอบได้ว่าโทเค็นนี้ได้โอนไปที่ไหนบ้างและการทำธุรกรรมและโอนกรรมสิทธิ์จะไม่ผ่านคนกลาง เพราะบนระบบบล็อกเซนนัั้นมีความปลอดภัยสูงและทุกธุรกรรมสามารถตรวจสอบได้ แทบจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้เลย ต่อให้ขายงานศิลปะไปกี่มือแล้ว แต่กรรมสิทธิ์ยังคงปรากฏชื่อต้นฉบับอยู่ดีว่ามีใครเคยถืองานศิลปะชิ้นนี้มาแล้ว ดังนั้นนอกจากนักสะสมที่เข้ามาซื้อผลงานแล้วยังมีนักลงทุนที่คอยมาซื้อผลงานเพื่อจะเกร็งกำไรแล้วทำไปขายต่อ ทำให้เกิดมีคอลเล็กชั่นพิเศษหรือหายากก็จะมีมูลค่าสูง

ตัวอย่างผลงานNFTที่มีราคาสูงตลอดกาล

DisasterGirl(15.2ล้านบาท)

ทวีตแรกของ Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter(90 ล้านบาท)

Crossroad(216 ล้านบาท)

CryptoPunk #3100(248 ล้านบาท)

Everydays: The First 5000 Days(2,270 ล้านบาท)

วิธีการซื้อ-ขายNFT

1.สร้างกระเป๋าเงินดิจิทัล

การสร้างกระเป๋าดิจิทัลเป็นขั้นแรกสุดที่จำเป็นต้องทำเพราะเป็นกระเป๋าที่เก็บคริปโตในการซื้อขายบนบล็อกเซนต่างๆ ตัวกระเป๋าก็จะมีหลากหลายบล็อกเซนแต่ที่นิยมใช้กันมากคือ matamark ที่มีการใช้งานที่สะดวก ปลอดภัยและมีหลายบล็อกเซนที่สามารถเชื่อมต่อได้หลายคริปโตบนบัญชีเดียว

2.เปิดบัญชีซื้อ-ขายCryptocurrency

อันนี้ต้องมีความรู้เรื่องคริปโตมากพอสมควรที่จะเข้าไปซื้อ-ขายคริปโต และมีหลายๆExchangeที่เปิดอยู่ ณ ขณะนี้เช่น bitkub ที่มีการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ Exchange ชั้นนำทั่วโลกอย่าง binance เราควรศึกษาบริษัทเหล่านี้ว่ามีการซื้อขายที่สม่ำเสมอไหม มีการซัพพอร์ตต่างๆนาๆไหมและพร้อมรับกับความเสี่ยงที่จะมีกำไรและขาดทุน เพราะ Cryptocurrency มีราคาที่แกว่นพอสมควร ดังนั้นควรศึกษาให้ดีก่อนที่จะลงทุน

3.ซื้อเหรียญETHแล้วโอนไปไว้ในWallet

เมื่อสามารถเข้าไป Exchange แล้วเราก็ทำการเทรดเหรียญถ้าใช้ binance สามารถซื้อผ่านระบบP2Pได้เลยจะเป็นการซื้อขายระหว่างผู้ใช้งานและผู้ใช้งานโดยไม่มีตัวกลางทำให้ไม่มีค่าธรรมเนียมแต่ราคาอาจจะแพงนิดหน่อยตามราคาเหรียญในขณะนั้นหรือสามารถนำเงินสดแลกเป็นคริปโตได้ทันทีผ่านระบบบนbinance เหรียญที่ต้องการเราจะเป็นETHในP2Pจะแลกได้หลายสกุลไม่ว่าจะเป็น USDT BNB BTC และ ETH หลังจากเราแลกมาแล้วเหรียญจะเข้าไปอยู่ใน P2P Wallet ให้ทำการโอนไปยังspot Walletและนำเหรียญโอนไปบน matamark ผ่าน เลขaddressของmatamark ก็สามารถย้ายเหรียญ ETH ไปบนmatamarkได้แล้ว

4.เตรียมผลงาน NFT

หลังจากนำETHมาไว้บนmatamarkแล้ว การเตรียมผลงานลงNFTนั้นเป็นสิ่งสำคัญ กรณีที่ผลงานเป็นดิจิตอลแล้วก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าเป็นรูปถ่าย สิ่งของ หรือเป็นงานศิลปะที่ทำบนกระดาษ อาจจะต้องแปลงเป็นงานดิจิตอลผ่านการสแกนหรือถ่ายรูปให้เป็นไฟล์ในรูปแบบดิจิตอลอย่างเช่น jpg.เป็นต้น และควรเป็นงานที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมาเองไม่ควรนำงานของคนอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาติมาขายบนNFTเพราะมีผลไปถึงกฏหมายลิขสิทธิ์ที่เราไม่ควรไปยุ่งกับมันจะดีกว่า

5.ลงผลงานบน NFT Marketplace

เมื่อเตรียมผลงานมาแล้วได้เวลาหาMarketplaceที่ไว้ขายงานเราให้กับคนอื่นซึ่งในขณะนี้มีเพียง2เจ้าที่นิยมมากในหมู่นักลงทุนนั้นก็คือ openseaและfoundation เราจะยังไม่เจาะรายละเอียดในนี้ แต่จะไปเจาะรายละเอียดในรีวิวเลยว่ามันต่างกันยังไง แต่ตอนนี้ขอพูดถึงopenseaก่อนละกัน openseaเป็นแพลตฟอร์มที่ศิลปินมือใหม่มาประเดิมงานกันที่นี่เยอะมาก เพราะการลงงานมันเสียค่าgas feeครั้งเดียว คือเจ็บแต่จบ ทำให้ศิลปินสามารถลงผลงานได้มากที่ต้องการ ดังนั้นเราจึงแนะนำให้ไปลงในนี้กันดีกว่า คอมมูนิตี้แน่นและมีโอกาสขายงานได้ด้วย

ความเสี่ยงและข้อควรระวัง(ควรอ่านอย่างยิ่ง)

1.การโอนเหรียญค่อนข้างที่จะซับซ้อนซึ่งมีหลายกรณีมากๆที่จะโอนเหรียญผิด หลักๆเกิดจากการใส่รหัสaddressทำให้เหรียญที่โอนไปไม่ถึงปลายทาง เรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะกรณีแบบนี้ส่วนใหญ่ทางExchangeจะไม่รับผิดชอบ ก็อยากให้ทุกคนตรวจสอบให้รอบครอบก่อนทุกครั้งที่ทำการโอนเหรียญไปยังกระเป๋า

2.เมื่อคุณอยู่ในกลุ่มที่มีการโปรโมทงานก็พึ่งไว้เสมอว่าเงินไม่ได้ฟรีๆจากใครทั้งนั้น ดั้งนั้นอย่ากดลิ้งค์แปลกๆที่มีคนแปลกหน้าส่งข้อความมาเพราะ 100% จะเป็นลิ้งค์ดักข้อมูลกระเป๋าคริปโตของคุณและคริปโตในกระเป๋าจะเกลี้ยงโดยที่คุณไม่รู้ตัว เตือนแล้วนะ!!!

3.อย่าเก็บรหัสกระเป๋าที่เป็นตัวอักษรไว้บนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือหรืออะไรแล้วแต่ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ควรจดไว้บนกระดาษและเก็บมันไว้ให้ดีเพราะมันเป็นหลักฐานสุดท้ายที่เราจะได้กระเป๋าคริปโตคืน

4.อย่าเชื่อข่าวลือเรื่องการชักชวนไปลงทุนกับผลงานศิลปะที่ไม่มีแม้แต่ชื่อเจ้าของหรือเจ้าของผลงานเพราะอาจเป็นงานที่มิจฉาชีพได้ปลอมขึ้นมาและนำมาขายใหม่ ถ้าคุณได้ลงทุนหรือไปซื้อผลงานพวกนี้ คุณอาจจะเสียทรัพย์หรือโดนแฮกกระเป๋าจนเกลี้ยง

ดังนั้นการใช้งานบล๊อกเซนควรล็อกเอ้าค์ทุกครั้งที่ไม่ทำธุรกรรมเพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเว็บที่เข้าไปนั้นได้ดักกระเป๋าไว้หรือไม่ ดังนั้นควรใช้งานอย่างระมัดระวัง และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นจะไม่สามารถไปแจ้งความได้เพราะกฏหมายไม่ได้รับรองคริปโตและNFTดังนั้นควรเซฟจากตัวเราเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เหตุผลที่ทำคำเตือนไว้เพราะการโดนแฮกหรือส่งผิดพลาดเกี่ยวกับประเป๋าคริปโต เราให้เพียงแค่ 5 %เท่านั้นที่จะได้คริปโตคืนทั้งหมดดังนั้นความเสี่ยงมันขึ้นอยู่กับผู้ที่ถือเหรียญควรรู้ไว้ตั้งแต่แรก

(บทความนี้เป็นเพียงการแนะนำเกี่ยวกับวงการNFT ซึ่งผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะชักชวนหรือชี้นำให้มาลงทุน ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและโปรดศึกษาก่อนการลงทุนเสมอ)